วันพฤหัสบดีที่ 1 กันยายน พ.ศ. 2565

Day 1 # Scotland

 สวัสดี วันนี้เราจะมารีวิว เที่ยวสก๊อตแลนด์ ณ ฤดูร้อนของปี 2022 เริ่มกันเลย ป่ะ

ข้อตกลงระหว่างสมาชิกในทริปนี้ คือ
- เราได้ holiday มา 3 วัน ดังนั้น เราจะเที่ยวตามอารมณ์ ไม่เอาเวลามาบีบบังคับ เราจะไม่จองโรงแรมล่วงหน้า ค่ำที่ไหน นอนที่นั่น เพราะจะทำให้เราเร่งรีบ ไม่สนุก (จึงเป็นเหตุผลว่า พวกเราเลือกมาในวันทำงานแทนวันหยุดสุดสัปดาห์ เพราะเราจะหลีกเลี่ยงภาวะคนเยอะแออัดแย่งกันซื้อหรือแย่งเที่ยว แย่งกันนอนนั่นเอง)
- เราจะไม่ขับรถบนถนนมอเตอร์เวย์ เพราะเราต้องการทีจะดื่มด่ำธรรมชาติจริงๆ ของสก๊อตแลนด์ ดังนั้นเราจจึงเลือกขับรถเซาะแซะไปตามถนนชนบท
- เราจะทำตัวให้ง่ายเข้าไว้ เช่น กินง่าย อยู่ง่าย ไม่ต้องทำตัวเยอะ เช่น เราจะไม่กระเตงสัมภาระที่รกรุงรัง เป้คนละใบ แบกไปของใครของมัน เลือกเฉพาะของใช้ที่จำเป็นเท่านั้น
เมื่อสมาชิกรับทราบข้อตกลงแล้วเราก็เริ่มออกเดินทางในวันจันทร์ ที่ 29 มุ่งหน้าสู่ เอดินเบอระ #Edinburgh เมืองหลวงของสก๊อตแลนด์....
เจ้ารถแดงน้อยถูกขับมาแบบเฉื่อยๆ เรื่อยๆ ทำให้เราถึงจุดหมายในเวลาพลบค่ำ เราขับรถชมรอบเมืองซึ่งก็สวยสมกับคำล่ำลือ เมืองนี้มีองค์ประกอบทางธรรมชาติที่ครบถ้วนทำให้ทัศนียภาพของเมืองสวยงามดั่งเนรมิต ประกอบกับมีเรื่องเล่าทางประวัติศาสตร์ที่ยาวนาน ทำให้เมืองนี้เป็นเสมือนเมืองในนิทานที่มีเสน่ห์ดึงดูดนักท่องเที่ยวที่จะต้องปักมุดเมืองแห่งนี้ ในการที่จะได้มาเยือนดินแดนต้องมนต์แห่งนี้สักครั้งหนึ่งในชีวิต
ส่วนตัวแล้วฉันมาที่เป็นครั้งที่ 2 แล้ว ฉันติดใจตรงที่เขาสามารถสร้างบ้านเรือนขึ้นลงตามภูเขาได้อย่างน่าอัศจรรย์ จะไปซอยข้างหน้าจะต้องปีนขึ้นถนนที่มีระดับความชันแบบท้าทายข้อเข่า แล้ววิ่งลงเนินอะไรทำนองนี้ ฉันรู้สึกทึ่งในความสามารถของคนโบราณที่วางผังเมือง การสร้างตึกรามบ้านช่อง ที่ต้องลดหลั่นกันตามสภาพภูมิศาสตร์ที่เป็นฦูเขาได้อย่างลงตัว บ้านเรือนมีความแข็งแรง ปลอดภัย และสวยงามด้วย ระบบการจัดการน้ำฝนจากธรรมชาติ รวมถึงการจัดการระบบน้ำทิ้งในครัวเรือนอย่างไร เพื่อป้องกันไม่ให้น้ำเหล่านั้นไหลเข้าไปในบ้านเรือนของที่ตั้งอยู่ในระดับต่ำกว่า นอกจากนี้ก็ยังทึ่งกับความสามารถของคนสมัยใหม่เมื่อจะต้องเพิ่มระบบไฟฟ้า ระบบก๊าซ สายเคเบิลและสายต่างๆที่จะต้องมีตามยุคตามสมัย โดยเป็นการเพิ่มของใหม่ที่ไม่ต้องรื้อของเก่า มันเป็นการผสมผสานของศาสตร์และศิลป์ได้อย่างกลมกลืน มันคือ สุดยอดมาก
ครั้นพอมาถึงเมือง #Edinburgh ในวันนี้ พวกเรากลับต้องตะลึงกับสภาพกองขยะล้นเมือง เราเห็นความล้นทะลักของเหล่านักท่องเที่ยว(เหมือนเดิม) แต่แตกต่างตรงที่ฉันไม่เห็นรอยยิ้มของนักท่องเที่ยวเหล่านั้นเลย จะว่าไปแล้ว เป็นเราก็ยิ้มไม่ออกนะเมื่อคำนวณ # COSTS การที่ต้องง่ายเงินจำนวนมากมายไม่ว่าจะเป็น ค่าเสียเวลา ค่าตั๋วเครื่องบิน ค่ารถ ค่าโรงแรมและอื่นๆจิปาถะ รวมถึงค่า "ความคาดหวัง" ที่จะได้มาเยือนเมืองในนิยายที่ถูกถ่ายทอดผ่านฉากภาพยนต์ชื่อดังอย่าง # Harry Potter แต่ต้องมาเห็นสภาพภูเขาขยะล้นเมืองแทน ทุกมุมถนนจะเห็นกองขยะล้นทะลักออกมาส่งกลิ่นเหม็นเน่าคละคลุ้ง ฝูงแมลงวันตัวโตบินว่อนร้องเพลง เอนจอยกับกองอาหาร#Buffet ของพวกมัน เหล่าหนูน้อยใหญ่ทั้งมีขนและขนร่วงเป็นหย่อมๆ ก็คงออกมาเต้นรำกันขวักไขว่ในเวลากลางคืน เศษขยะเกลื่อนไปตามถนน ลมพัดแรงพัดพาเอาเศษถุงกระดาษที่พิมพ์แบรนด์ไก่ทอดชื่อดังและเจ้าอื่นๆลอยขึ้นไปในอากาศ หรือปลิวมาปิดหน้าคนเดินถนนอะไรประมาณนั้น OMG!!!
เราขับรถรอบ city centre ถึง 2 รอบ...เด็กๆบอกว่าถนนสกปกเกินไปที่จะลงเดินเที่ยว ฉันเองยังแอบคิด ทั้งเสียใจเมื่อเห็นสภาพบ้านเมืองเละเทะอย่างนี้ และรู้สึกเสียดายชื่อเสียงของ #Edinburgh ต้องถูกฝังไว้ในรูปแบของ “ความฝันอันเลวร้าย” ของนักท่องเที่ยวผู้มาเยือน
ด้วยว่าเวลามืดแล้ว เราจึงตัดสินใจที่จะขับรถออกจากตัวเมือง เราเลือกโรงแรมในแถวชานเมือง อาบน้ำอุ่นๆ นอนที่นอนนุ่มๆ ใต้ผ้าห่มอุ่นๆ เพื่อขับไล่ความเหน็ดเหนื่อยที่ต้องเดินทางมาทั้งวัน พร้อมกับพักเอาแรงเพื่อเดินทางต่อพรุ่งนี้เช้า ที่สำคัญ โรงแรมที่เราเลือกจะต้องดูดีหน่อยเพราะมันจะถูกใช้เป็นจุดเขียนแผนการเดินทางใหม่ของวันพรุ่งนี้ ซึ่งแผนเที่ยวก่อนหน้านี้เราหวังว่าจะพาเด็กๆมาค้นหาเสน่ห์ ของเมืองเอดินเบอระ กับ กลาสโกว์ ของสก๊อตแลด์เท่านั้น ตอนนี้ก็คงจะต้องเปลี่ยนแผนแล้วล่ะถ้าไม่อย่างนั้นเราก็คงหลีกเลี่ยงวิวภูเขาขยะแบบนี้ไม่ได้ เนื่องจากว่ามีการประท้วง พนักงานไม่เก็บขยะเพื่อกดดันรัฐบาลให้ขึ้นเงินเดือน (ฟังดูคุ้นๆเนาะเหมือนที่ไหนนะ หรือว่าเป็นกันทั่วโลก?)
ภาพที่ลงเป็นมุมเล็กที่ห่างจากใจกลางเมืองมาบ้างพอให้เห็นรอยยิ้มของพวกเรา ยังคงไม่สิ้นหวังกับการใช้วันหยุดให้คุ้มค่า รออ่านพรุ่งนี้นะคะ

ไม่มีความคิดเห็น: